"มุกดาหาร" ปิดจุดอ่อนเมืองทางผ่าน R9 เร่งแจ้งเกิดฮับโลจิสติกส์-Truck Terminal

"มุกดาหาร" ปิดจุดอ่อนเมืองทางผ่าน R9 เร่งแจ้งเกิดฮับโลจิสติกส์-Truck Terminal


มุกดาหาร หนึ่งในประตูการค้าที่สำคัญของจังหวัดภาคอีสาน อยู่บนระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Economic Corridor (EWEC) ที่ประกอบด้วย เมียนมา ไทย ลาว เวียดนาม และจีน ในอดีตจังหวัดมุกดาหารเคยเป็นแชมป์มูลค่าการค้าชายแดนของภาคอีสาน แต่หลังจากที่สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 จังหวัดนครพนมเปิดใช้ในปี 2554 มูลค่าการค้าชายแดนมุกดาหารก็วูบลง จากที่เคยมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ 71,204 ล้านบาท 

บนระเบียงการค้า EWEC

"วิศวะ ปิติสุขสมบัติ" นายด่านศุลกากรมุกดาหาร กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มุกดาหารถือเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในระยะยาว โดยเป็นจังหวัดชายแดนที่กำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเฟส 1 อีกทั้งอยู่ติดกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่อันดับ 2 รองจากเวียงจันทน์ มีประชากรกว่า 1 ล้านคน ทำให้มุกดาหารเป็นจังหวัดชายแดนที่มีศักยภาพสูง ที่สำคัญเป็นจังหวัดที่อยู่กึ่งกลางตามแนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) โดยมีสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นจุดเชื่อม

แม้วันนี้การเคลื่อนของทุนยังไม่ชัดเจนนัก แต่ศุลกากรมุกดาหารได้เตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น พิธีการเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด การเข้า-ออกมีการแยกคนกับแยกสินค้าคนละเลน ไม่ต้องมาติดรถสินค้า ทำให้สะดวกรวดเร็วขึ้นมาก ปัจจุบันเปิดทุกวัน 06.00-22.00 น.


ใช้ระบบตรวจเบ็ดเสร็จจุดเดียว

ล่าสุดอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดดำเนินพิธีการตรวจแบบเบ็ดเสร็จณจุดเดียวหรือ Single Stop Inspection (SSI) ในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน Common Control Area (CCA) ที่จุดผ่านแดนมุกดาหาร-สะหวันนะเขต โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมทั้งฝ่ายไทย และ สปป.ลาว ในแต่ละสาขา ได้แก่ ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง สุขอนามัย คน พืช และสัตว์ โดยเรื่องนี้ได้มีการประชุมคณะทำงานร่วมทั้ง 2 ฝ่ายไปแล้ว 3 ครั้ง คาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานเร็ว ๆ นี้

นายด่านศุลกากรบอกอีกว่า การเติบโตของมุกดาหารขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของ สปป.ลาว และการค้าตลาดโลก เพราะยังมีสินค้าหลายชนิดที่ลาวต้องนำเข้าและส่งออกไปยุโรปผ่านท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี อีกทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคที่เพื่อนบ้านนิยมสินค้าจากไทยมาก ซึ่งทุกห้างที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับกำลังซื้อของเพื่อนบ้านทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นลาวหรือเวียดนาม ส่วนการเคลื่อนย้ายแรงงานยังไม่ชัดเจนนัก เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษยังไม่เกิดแบบเปรี้ยงปร้าง ที่สำคัญมุกดาหารไม่เน้นอุตสาหกรรมหนัก จะเน้นท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

ทำเลทอง 10 เขต ศก.พิเศษ

ด้าน "สมศักดิ์ สีบุญเรือง" เลขาธิการหอการค้าจังหวัดมุกดาหารกล่าวว่า มุกดาหารเป็นจังหวัดขนาดเล็กแต่ว่ามีศักยภาพ เพราะตั้งอยู่บนระเบียงตะวันออก-ตะวันตก อนาคตจะเป็นเส้นทางการค้า โดยจีนเรียกว่าทางสายไหมเส้นใหม่ ส่วนญี่ปุ่นเรียกว่า ถนนแห่งทรัพย์สิน เพราะเส้นทางนี้เป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษถึง 10 แห่ง เริ่มจากเขตเศรษฐกิจเมาะละแหม่ง ผาอัน เมียวดี ประเทศเมียนมา เขตเศรษฐกิจตาก เขตเศรษฐกิจมุกดาหาร เขตเศรษฐกิจสะหวัน-เซโน สปป.ลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะของแดนสะหวัน เขตเศรษฐกิจลาวบาว เขตเศรษฐกิจเมืองลังเซิน ประเทศเวียดนาม และเขตเศรษฐกิจพิเศษผิงเสียง เมืองหนานหนิง ถือว่ามีศักยภาพมาก แล้วในอนาคตด่านทุกด่านจะเป็นด่านสากลทั้งหมด

"มุกดาหารวันนี้รัฐบาลกำหนดเขตไว้แล้ว 1,085 ไร่ ที่บ้านพรานอ้น ต.คำอาฮวน อ.เมือง รอนักลงทุนมาประมูลเร็ว ๆ นี้ ส่วนพื้นที่อื่นราคาค่อนข้างสูง แต่นิ่งแล้วคือ ที่ดินติดถนนหมายเลข 212 ที่จะไปธาตุพนม อยู่ที่ไร่ละ 7-10 ล้านบาท ขณะที่ริมโขงก็ราคาเดียวกัน"


ขึ้นแท่นฮับโลจิสติกส์ 

สำหรับการลงทุนนั้น สมศักดิ์ยอมรับว่า นักลงทุนสนใจลงทุนที่นิคมอุตสาหกรรมที่ฝั่ง สปป.ลาว แขวงสะหวันนะเขต มากกว่ามุกดาหาร เนื่องจาก สปป.ลาวมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นโควตาส่งออกอเมริกา ยุโรป

อย่างไรก็ตาม เอกชนมองว่าการเติบโตต้องไปพร้อมกัน จึงได้ลงนามเอ็มโอยูเป็นเมืองคู่แฝด คู่มิตรคู่ค้ากับสะหวันนะเขต เพราะไม่ว่าอุตสาหกรรมอะไรก็ตามที่เติบโตจะต้องผ่านมุกดาหาร

ดังนั้น เราจึงมองว่าต้องทำอุตสาหกรรมต่อยอด เช่น การประกอบสินค้า คลังสินค้า โดยเฉพาะที่โดดเด่นที่สุดคือ โลจิสติกส์ การขนส่งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

ล่าสุดเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ภาคเอกชนได้ผลักดันให้สร้างสถานีขนส่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือ Truck Terminal บนพื้นที่ 92 ไร่ ก่อนถึงสะพานห้วงบางทราย อ.หว้านใหญ่ ซึ่งเป็นที่ดินของแขวงการทางมุกดาหาร ใช้งบประมาณของกรมการขนส่งทางบก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังติดที่กรมการขนส่งฯ ต้องการพื้นที่ 200 ไร่เป็นอย่างน้อย แต่หอการค้ามุกดาหารได้ให้คำแนะนำว่า พื้นที่ 200 ไร่ในมุกดาหารนั้นหายาก ต้องเวนคืน จะทำให้ล่าช้าไปอีก เพราะเออีซีก็เปิดแล้ว ดังนั้น ขอให้ใช้ 92 ไร่ก่อน หากหาที่ใหม่ได้ให้ขึ้นเป็นสถานีที่ 2 ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณา

มุ่งเกษตรอินทรีย์ 

สมศักดิ์อธิบายว่า มุกดาหารมีประชากร 340,000 คน เป็นเกษตรกรกว่า 70% มีพื้นที่การเกษตร 728,000 ไร่เศษ หรือร้อยละ 37 ของพื้นที่ทั้งหมด พืชเศรษฐกิจแบ่งเป็น 4 ประเภท 1.ข้าวหอมมะลิ มูลค่าเฉลี่ยปีละ 3,280 ล้านบาท มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ 3-4 โรง 2.มันสำปะหลัง มูลค่าเฉลี่ยปีละ 1,400 ล้านบาท 3.อ้อย มูลค่าเฉลี่ยปีละ 628 ล้านบาท มีโรงงานแปรรูปเก่าแก่คือ โรงงานสหเรือง และ 4.ยางพารา มูลค่าเฉลี่ยปีละ 789 ล้านบาท มีโรงงานแปรรูป 2 โรงงานคือ กลุ่มศรีตรังฯ และเน็คเทค ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมมี 400 กว่าโรง ได้แก่ โรงงานน้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง โรงงานยางพารา นอกนั้นเป็นโรงงานขนาดเล็ก

ด้วยพื้นฐานของจังหวัด เป็นที่มาของการกำหนดวิสัยทัศน์ของมุกดาหารจนถึงปี 2560 ก็จะมาพัฒนาให้เป็นเมืองการค้า การเกษตร การท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อมโยงอาเซียน โดยเกษตรกรก็จะต้องเตรียมตัวในเรื่องการเพิ่มผลผลิต การจัดโซนนิ่ง ทำนาแปลงใหญ่เพื่อไปสู่เกษตรอินทรีย์ ใช้มาตรฐาน GAP และคิดเรื่องแบรนด์มุกดาหาร

เชื่อมโยงท่องเที่ยว-ชูโฮมสเตย์ 

ขณะที่การท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ต้องมีการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มจังหวัด คือ มุกดาหาร นครพนม และสกลนคร โดยต้องกลับมาดูต้นทุนตัวเอง เช่น มุกดาหารมีชาติพันธุ์ 8 เผ่า หรือวิถีชีวิต วัฒนธรรม ต้องพัฒนาสิ่งที่มีก่อน

สมศักดิ์บอกว่า สมัยก่อนเราทำหมู่บ้านโฮมสเตย์ล้มเหลว เพราะไม่มีระบบการจัดการ ตอนนี้ได้เชิญสำนักท่องเที่ยวและกีฬาเข้าไปช่วยดูแล ปัจจุบันมีหมู่บ้านโฮมสเตย์ 4 แห่ง คือ 1.บ้านภู อ.หนองสูง จะขายวัฒนธรรมผู้ไทย จุดอ่อนของเราคือคนไม่รู้จัก เมื่อพูดถึงผู้ไทยจะรู้จักแค่เรณูนคร หรือเขาวง กาฬสินธุ์ ตอนนี้ได้บูรณาการกับวิทยาลัยชุมชนเพื่อแก้ปัญหานี้ 2.หมู่บ้านโฮมสเตย์ บ้านเป้า อ.หนองสูง จุดเด่นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรเป็นหลัก 3.หมู่บ้านโฮมสเตย์ บ้านหนองหล่ม อ.ดอนตาล ดูวิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง การหาปลา อีสานเรียกว่าไหลมอง 4.หมู่บ้านโฮมสเตย์บ้านนาโสก อ.เมือง ขายเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วัฒนธรรมผู้ไทย

ส่วนการท่องเที่ยวชายแดน เส้นทาง R9 ยังคงได้รับความนิยม มีการรวมกันเป็นเครือข่ายเพื่อส่งต่อนักท่องเที่ยวเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่กรุงเทพฯ มุกดาหาร ลาว และเวียดนาม ส่วนใหญ่จะนิยมเที่ยวเวียดนามเพราะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่ราคาไม่สูง ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน

สมศักดิ์มองว่า การท่องเที่ยวชายแดนพัฒนาขึ้นมาก เพราะมีความร่วมมือระหว่างไทย ลาว เวียดนาม นักท่องเที่ยวไปเวียดนามปีละ 2-3 แสนคน ตอนนี้อาจลดลง อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวชายแดนมุกดาหารและลาวจะไม่ค่อยได้ประโยชน์มากนักเพราะเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพแล้วหากทุกภาคส่วนขับเคลื่อนพร้อมกันอย่างจริงจัง แข็งขัน อนาคตถนนแห่งทรัพย์สินอันเรืองรองนั้นคงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินไป

ที่มา : ประชาชาติ

Share on Google Plus

About Travel2mukdahan

"มุกดาหารโพสต์.blogspot.com" จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจในจังหวัดมุกดาหาร และข้อมูลต่างๆในจังหวัดมุกดาหาร เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากยิ่งขึ้น
    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 comments:

Post a Comment